วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565

บางครั้งลางที คนเราก็หมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่คิดไม่ตก ปัญหาโลกแตกของผู้เรียนไสยศาสตร์ครับ

 บางครั้งลางที คนเราก็หมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่คิดไม่ตก  ปัญหาโลกแตกของผู้เรียนไสยศาสตร์ครับ  หลาย ๆ ท่านเคย ได้อ่านคำนี้อยู่แล้ว  คนที่เรียนไสยศาสตร์แล้วใช้ได้ดีประสบกความสำเร็จมีอยู่ 2 ประเภทคือ

1. คนที่โง่ที่สุด

2. คนที่ฉลาดที่สุด

กุญแจของ ปัญหาคือ ทำยังไงให้โง่ที่สุด ในเมื่อเราเกิดมามีปัญญาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ขาว  ไม่ดำ ไม่ต่ำ ไม่สูง คำว่าโง่ในที่นี้คำครูเก่าท่านหมายถึง การเชื่อคำครูอย่างแรง  จนเกิดศรัทธาอย่างสูง  ก็จะเกิดเงากุญแจอย่าง ลาง ๆ แล้วใช่มั้ยครับ


วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

การทำบุญ สองต่อของผม


...อิมัง  อักขะรัง  วันทามิหัง...
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผม  มีความชอบในการปล่อยปลาเป็นทานชีวิตอยู่แล้ว และทำมาในตลอดหลายเดือนที่ผ่าน ๆ มา  สาเหตุเนื่องมาจากการอ่านประวัติปฏิปทา ของท่านหลวงปู่จันทร์ เขมิโย วันศรีเทพ กับการปล่อยปลาโพธิสัตว์ของท่านนั่นแหละครับ  ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจก็ เซิร์ส ดูเองละกัน อาจจะเกิดศรัทธาหันมาปล่อยปลาเหมือนกระผมก็ได้
...วันนี้เริ่มต้นวัน ด้วยการทำบุญตักบาตร  ปล่อยปลาดุกที่ซื้อมาจากในตลาด 8 ตัว  และปลาไหล อีก 5 ตัว  แรกปลาไหลไม่คิดจะปล่อยหรอกนะครับ  เพราะเห็นว่าเขานำมาขายเพื่อปล่อยอยู่หน้าวัดดูเป็นธุรกิจไป  แต่มานึกดูอีกที ทำแล้วก็ทำให้สุด ไปเลย  กะจะไม่คิดว่ามันเป็นธุรกิจครับ  เพราะคิดว่าเป็นการให้ทานสองต่อไปดีกว่า ทานแรกคือ ทานชีวิตปลาไหล ทานที่สองคือ ทานให้แก่คนขายปลาไหล นั่นแหละครับ  เป็นไงครับ ความคิดเรื่อง ทานสองต่อของผม...บางทีมันอาจจะช่วยลด แง่ลบของความคิด จากการที่มองว่าการจับปลามากักขัง มันเป็นธุรกิจไปได้บ้าง  ทำให้เราได้ทั้งความคิดแง่บวก  ได้ทั้งการทำทานแบบสองต่อ  ......

เคล็ดการปล่อยปลา
เกิดวันอาทิตย์  ปล่อย 6 ตัว
เกิดวันจันทร์  ปล่อย 15 ตัว
เกิดวันอังคาร ปล่อย 8 ตัว
เกิดวันพุธปล่อย 17  ตัว    วันพุธกลางคืน  12 ตัว
เกิดวันพฤหัส ปล่อย 19 ตัว
เกิดวันศุกร์ ปล่อย 21 ตัว
เกิดวัน เสาร์ ปล่อย 20 ตัว
แต่ส่วนตัวผมมีเคล็ดสำคัญอีกอย่างคือ ปล่อยตามกำลังทรัพย์ ครับ


.........ขอบคุณหากมีคนอ่าน  ขอใไห้ทุกท่านมีสุขสมหวังครับ...............

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จิต คืออะไร

จิต คืออะไร
     หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าที่แท้แล้วเราคืออะไร เราคิดอะไร ทำอะไร ได้อย่างไร ขอนุญาตยกเรื่องสมองมาประกอบนะครับ

 .....สมอง (brain) เป็นอวัยวะสำคัญของระบบประสาทส่วนกลาง สมองแบ่งออกเป็น ๒ ชั้น ชั้นนอกเป็นสีเทา (gray matter) เป็นที่รวมของเซลล์ประสาท (neuron) และ axon ชนิดที่ไม่มีเยื่อหุ้ม
…ส่วนชั้นในมีสีขาว(white matter) เป็นส่วนของใยประสาท และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (neuroglia)

สมองแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ
๑. สมองส่วนหน้า (fore brain)ประกอบด้วย
- cerebrum ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ เชาวน์ และรับความรู้สึกเกี่ยวกับการมองเห็น การได้ยิน
การรู้กลิ่น และรส เป็นต้น
- thalamus เป็นทางผ่านของความรู้สึกจากหู และตา เข้าสู่ cerebrum

๒. สมองส่วนกลาง (mid brain)ประกอบด้วย optic lobe ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น เป็นส่วนใหญ่

๓. สมองส่วนหลัง (hind brain) ประกอบด้วย
- cerebellum ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว
- pons ทำหน้าที่ควบคุมการเคี้ยวอาหาร การหลั่งน้ำลาย การหายใจ เป็นต้น

...... จึงไม่เป็นเรื่องแปลกเลยว่า ผู้ที่ได้ศึกษาวิชาการทางวิทยาศาสตร์มาย่อมเข้าใจว่า การมองเห็น และการได้ยินนั้นเป็นเรื่องของสมอง และเมื่อได้ยินมาว่าจิตใจเป็นตัวรับรู้ และเป็นผู้สั่งงานให้เกิดความเป็นไปต่างๆ …ทุกคนจึงสรุปไปว่า สมองนั้นคือ จิต ......
..... ด้วยเหตุที่สอนว่า มันสมองคือจิตใจนั่นเอง ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประชาชาติทั่วโลก เพราะเมื่อมันสมองเป็นวัตถุ เป็นสสารเสียแล้วเช่นนี้ ก็ย่อมจะเก็บบาป หรือเก็บบุญเอาไว้ไม่ได้
...ดังนั้น เมื่อบุคคลใดสิ้นชีวิตลงไปแล้ว มันสมองก็จะถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน หรือถูกฝังให้กลายเป็นดินไปด้วย .......

..... ผู้ใดที่ศึกษาก็จะได้ความรู้อย่างละเอียดลออพิสดาร พร้อมทั้งบทพิสูจน์ด้วย ซึ่งไม่ใช่เป็นการสอนโดยวิธีให้เชื่อตามๆ กัน ถ้าท่านได้ศึกษาพระอภิธรรมเป็นลำดับไปแล้วท่านก็จะได้ความรู้ที่น่าอัศจรรย์มากจนตื่นตะลึงทีเดียว”.......

ข้อความข้างต้นนี้เป็นทบความของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ซึ่งผมได้คัดย่อมาเฉพาะข้อความที่ผมเห็นว่าเกี่ยวข้องและสามารถยกมาประกอบกันได้

จิต คำเดียวนี้ร้อยคนก็อธิบายได้ร้อยความหมาย  เหตุหนึ่งเพราะการที่จะอธิบายเรื่องที่ตนเข้าใจให้บุคคลอื่นเข้าใจตามไปด้วยนั้นก็ต้องใช้ภาษาของเขาอธิบาย จิตทางศาสนา จึงอธิบายได้ยากในทางวิทยาศาสตร์  เมื่อนักพลังจิตแสดงพลังจิตทั้งการยกน้ำหนัก การงอช้อน การรับรู้สื่อสารทางไกล ให้นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ นักวิทยาศาสตร์จึงค่อนข้างเอนเอียงไปในทางที่ว่า จิต คือพลังงานในรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงานได้ คืออาจเป็นไปได้ทั้งพลังงานกล พลังงานคลื่น และแสง นั่นเอง

แต่สำหรับผมเองกลับเชื่อว่าจิตไม่ใช่พลังงาน แต่สามารถแสดงพลังงานได้ จิตไม่ได้มีรูปร่างใดๆ แต่สามารถแสดงรูปร่างได้  คือจิตสามารถรับรู้และแสดงได้ทุกอย่างตามที่เขาต้องการ จิต คืออะไรกันแน่ นี่สิยังต้องค้นคว้าต่อไป...และแนวทางการค้นคว้าของนักพลังจิตผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้ค้นคว้ามาแล้วอย่างละเอียดพิสดารที่สุด คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง.......