หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าที่แท้แล้วเราคืออะไร เราคิดอะไร ทำอะไร ได้อย่างไร ขอนุญาตยกเรื่องสมองมาประกอบนะครับ
.....สมอง (brain) เป็นอวัยวะสำคัญของระบบประสาทส่วนกลาง สมองแบ่งออกเป็น ๒ ชั้น ชั้นนอกเป็นสีเทา (gray matter) เป็นที่รวมของเซลล์ประสาท (neuron) และ axon ชนิดที่ไม่มีเยื่อหุ้ม
…ส่วนชั้นในมีสีขาว(white matter) เป็นส่วนของใยประสาท และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (neuroglia)
สมองแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ
๑. สมองส่วนหน้า (fore brain)ประกอบด้วย
- cerebrum ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ เชาวน์ และรับความรู้สึกเกี่ยวกับการมองเห็น การได้ยิน
การรู้กลิ่น และรส เป็นต้น
- thalamus เป็นทางผ่านของความรู้สึกจากหู และตา เข้าสู่ cerebrum
๒. สมองส่วนกลาง (mid brain)ประกอบด้วย optic lobe ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น เป็นส่วนใหญ่
๓. สมองส่วนหลัง (hind brain) ประกอบด้วย
- cerebellum ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว
- pons ทำหน้าที่ควบคุมการเคี้ยวอาหาร การหลั่งน้ำลาย การหายใจ เป็นต้น
...... จึงไม่เป็นเรื่องแปลกเลยว่า ผู้ที่ได้ศึกษาวิชาการทางวิทยาศาสตร์มาย่อมเข้าใจว่า การมองเห็น และการได้ยินนั้นเป็นเรื่องของสมอง และเมื่อได้ยินมาว่าจิตใจเป็นตัวรับรู้ และเป็นผู้สั่งงานให้เกิดความเป็นไปต่างๆ …ทุกคนจึงสรุปไปว่า สมองนั้นคือ จิต ......
…ส่วนชั้นในมีสีขาว(white matter) เป็นส่วนของใยประสาท และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (neuroglia)
สมองแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ
๑. สมองส่วนหน้า (fore brain)ประกอบด้วย
- cerebrum ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ เชาวน์ และรับความรู้สึกเกี่ยวกับการมองเห็น การได้ยิน
การรู้กลิ่น และรส เป็นต้น
- thalamus เป็นทางผ่านของความรู้สึกจากหู และตา เข้าสู่ cerebrum
๒. สมองส่วนกลาง (mid brain)ประกอบด้วย optic lobe ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น เป็นส่วนใหญ่
๓. สมองส่วนหลัง (hind brain) ประกอบด้วย
- cerebellum ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว
- pons ทำหน้าที่ควบคุมการเคี้ยวอาหาร การหลั่งน้ำลาย การหายใจ เป็นต้น
...... จึงไม่เป็นเรื่องแปลกเลยว่า ผู้ที่ได้ศึกษาวิชาการทางวิทยาศาสตร์มาย่อมเข้าใจว่า การมองเห็น และการได้ยินนั้นเป็นเรื่องของสมอง และเมื่อได้ยินมาว่าจิตใจเป็นตัวรับรู้ และเป็นผู้สั่งงานให้เกิดความเป็นไปต่างๆ …ทุกคนจึงสรุปไปว่า สมองนั้นคือ จิต ......
..... ด้วยเหตุที่สอนว่า มันสมองคือจิตใจนั่นเอง ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประชาชาติทั่วโลก เพราะเมื่อมันสมองเป็นวัตถุ เป็นสสารเสียแล้วเช่นนี้ ก็ย่อมจะเก็บบาป หรือเก็บบุญเอาไว้ไม่ได้
...ดังนั้น เมื่อบุคคลใดสิ้นชีวิตลงไปแล้ว มันสมองก็จะถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน หรือถูกฝังให้กลายเป็นดินไปด้วย .......
..... ผู้ใดที่ศึกษาก็จะได้ความรู้อย่างละเอียดลออพิสดาร พร้อมทั้งบทพิสูจน์ด้วย ซึ่งไม่ใช่เป็นการสอนโดยวิธีให้เชื่อตามๆ กัน ถ้าท่านได้ศึกษาพระอภิธรรมเป็นลำดับไปแล้วท่านก็จะได้ความรู้ที่น่าอัศจรรย์มากจนตื่นตะลึงทีเดียว”.......
...ดังนั้น เมื่อบุคคลใดสิ้นชีวิตลงไปแล้ว มันสมองก็จะถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน หรือถูกฝังให้กลายเป็นดินไปด้วย .......
..... ผู้ใดที่ศึกษาก็จะได้ความรู้อย่างละเอียดลออพิสดาร พร้อมทั้งบทพิสูจน์ด้วย ซึ่งไม่ใช่เป็นการสอนโดยวิธีให้เชื่อตามๆ กัน ถ้าท่านได้ศึกษาพระอภิธรรมเป็นลำดับไปแล้วท่านก็จะได้ความรู้ที่น่าอัศจรรย์มากจนตื่นตะลึงทีเดียว”.......
ข้อความข้างต้นนี้เป็นทบความของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ซึ่งผมได้คัดย่อมาเฉพาะข้อความที่ผมเห็นว่าเกี่ยวข้องและสามารถยกมาประกอบกันได้
จิต คำเดียวนี้ร้อยคนก็อธิบายได้ร้อยความหมาย เหตุหนึ่งเพราะการที่จะอธิบายเรื่องที่ตนเข้าใจให้บุคคลอื่นเข้าใจตามไปด้วยนั้นก็ต้องใช้ภาษาของเขาอธิบาย จิตทางศาสนา จึงอธิบายได้ยากในทางวิทยาศาสตร์ เมื่อนักพลังจิตแสดงพลังจิตทั้งการยกน้ำหนัก การงอช้อน การรับรู้สื่อสารทางไกล ให้นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ นักวิทยาศาสตร์จึงค่อนข้างเอนเอียงไปในทางที่ว่า จิต คือพลังงานในรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงานได้ คืออาจเป็นไปได้ทั้งพลังงานกล พลังงานคลื่น และแสง นั่นเอง
แต่สำหรับผมเองกลับเชื่อว่าจิตไม่ใช่พลังงาน แต่สามารถแสดงพลังงานได้ จิตไม่ได้มีรูปร่างใดๆ แต่สามารถแสดงรูปร่างได้ คือจิตสามารถรับรู้และแสดงได้ทุกอย่างตามที่เขาต้องการ จิต คืออะไรกันแน่ นี่สิยังต้องค้นคว้าต่อไป...และแนวทางการค้นคว้าของนักพลังจิตผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้ค้นคว้ามาแล้วอย่างละเอียดพิสดารที่สุด คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง.......